krurutty-dears

Wednesday, July 19, 2006

7.ระบบโครงกระดูก (Skeletal System)
รูปแสดงลักษณะรูปร่างของกระดูก
ระบบโครงกระดูก เป็นโครงสร้างหลักอย่างหนึ่งของร่างกายที่แข็งที่สุด ซึ่งประกอบด้วย กระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ และเอ็นเชื่อมกระดูก กระดูกในร่างกาย มีรูปร่างต่างๆ กัน แต่ส่วนประกอบและความแข็งแรงเหมือนๆ กัน การทำงานของระบบโครงกระดูก ทำให้เราสามารถ ลุก นั่ง เดิน นอน หรือทำ อิริยาบทอื่น ๆ ได้โดยอาศัยมัดกล้ามเนื้อต่างๆ ที่เกาะเกี่ยวอยู่กับกระดูกแต่ละส่วนของร่างกาย การบำรุงรักษากระดูกให้เจริญเติบโตแข็งแรง และการฝึกฝน
ท่าทางการเคลื่อนไหวจะช่วยทำให้มีโครงร่างและบุคลิกภาพที่ดี

หน้าที่สำคัญของระบบโครงกระดูก

1. ทำหน้าที่เป็นโครงร่าง เพื่อทำให้คนเราคงรูปร่างอยู่ได้ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญที่สุด

2. เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อต่างๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

3. ช่วยห่อหุ้มและป้องกันอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เช่น
- กะโหลกศีรษะ หุ้มสมอง
- กระดูกสันหลัง หุ้มไขสันหลัง
- กระดูกซี่โครงและกระดูกอก หุ้มหัวใจและปอด

4. เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด เพราะภายในกระดูกมีไขกระดูกซึ่งทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือด

5. เป็นแหล่งสะสมแคลเซียมของร่างกาย

6. ป้องกันหลอดเลือดและประสาทที่ทอดอยู่ตามแนวของกระดูกนั้นๆ


กระดูก

กระดูกในร่างกายของเรา ในระยะแรกจะเจริญในรูปของกระดูกอ่อน ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เมื่อคลอดออกมาและเติบโตขึ้น กระดูกอ่อนก็จะค่อย ๆ
แข็งตัวขึ้น โดยรับเอาเกลือแร่ต่าง ๆ เข้ามา สะสมไว้ในกระดูก และจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเป็นผู้ใหญ่ จะมีกระดูกทั้งหมด 206 ชิ้น ซึ่
สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือแบ่งตามส่วนของร่างกายและแบ่งตามลักษณะรูปร่าง

1. แบ่งตามส่วนของร่างกาย

กระดูกในร่างกายผู้ใหญ่มีทั้งหมด 206 ชิ้น แบ่งออกเป็น
1.1 กระดูกแกน ซึ่งเป็นแกนกลางของลำตัว มี 80 ชิ้น ได้แก่ กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง กระดูกก้นกบ กระดูกสันอก และกระดูกซี่โครง

1.2 กระดูกระยาง มีทั้งหมด 126 ชิ้น ได้แก่ กระดูกไหล่ กระดูกแขน กระดูกมือ กระดูกเชิงกราน กระดูกขา และกระดูกเท้า
รูปแสดงลักษณะโครงกระดูกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
2. แบ่งตามลักษณะรูปร่าง แบ่งออกเป็น

1. กระดูกยาว พบได้ที่กระดูกต้นแขน แขนท่อนปลาย ต้นขา และขา กระดูกฝ่ามือฝ่าเท้ากระดูกนิ้วมือ นิ้วเท้า เป็นกระดูกยาวขนาดเล็ก

มีทั้งหมด 90 ชิ้น

2. กระดูกสั้น มีอยู่ตามร่างกายส่วนที่แข็งแรง สำหรับออกแรง เมื่อเวลาทำงาน ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมาก ได้แก่ กระดูกข้อมือและข้อเท้า

มีทั้งหมด 30 ชิ้น

3. กระดูกแบน มีลักษณะเป็นแผ่นแบนกว้างออกไป กระดูกชนิดนี้จะช่วยป้องกันอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับอันตรายง่าย ได้แก่ กระดูกกะโหลก

ศีรษะ กระดูกซี่โครง กระดูกสะบัก กระดูกหน้าอก และกระดูกเชิงกราน มีทั้งหมด 40 ชิ้น

4. กระดูกรูปร่างไม่แน่นอน หรือมีรูปร่างแปลกๆ ได้แก่ กระดูกสันหลัง กระดูกก้นกบ กระดูกขากรรไกร กระดูกโคนลิ้น กระดูกหู ฯลฯ

กระดูกชนิดนี้มีแง่ มีเหลี่ยม หรือ ช่องโค้งไปมามากเพื่อให้เหมาะกับการประกอบเข้าได้กับกระดูกชิ้นอื่น ที่เป็นโครงร่างของร่างกาย มีทั้งหมด 46 ชิ้น

กระดูกอ่อน

กระดูกอ่อนจัดเป็นเนื้อเยื่อยืดเหนี่ยวชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสารระหว่างเซลล์เหนียวหนืดมีหน้าที่รองรับเนื้อเยื่ออ่อน ๆ และช่วยทำให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น กระดูกอ่อนไม่แข็งแรงเท่ากระดูก เพราะไม่มีแร่ธาตุ แต่มีความยืดหยุ่นมากกว่ากระดูก มีเยื่อหุ้มกระดูกอ่อนเช่นเดียวกับกระดูก กระดูกอ่อน
แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

1. กระดูกอ่อนขาว ปรากฏเป็นสีขาวปนสีน้ำเงิน พบได้ที่ด้านข้อต่อของกระดูก กระดูกอ่อน ซี่โครง กระดูกอ่อนกล่องเสียง และกระดูกอ่อนหลอดลม

2. กระดูกอ่อนยืดหยุ่น สีค่อนข้างเหลือง ยืดหยุ่นได้มาก เพราะมีเส้นใยมาก พบได้ที่กระดูกอ่อนใบหู และฝาปิดกล่องเสียง

3. กระดูกอ่อนพังผืด มีเส้นใยพังผืดมาก พบได้ที่หมอนรองกระดูกสันหลัง และข้อต่อหัวเหน่า

การเจริญเติบโตของกระดูก

กระดูกในร่างกายเราระยะแรกจะเจริญในรูปของกระดูกอ่อน เมื่อมีอายุมากขึ้น กระดูกอ่อนจะเปลี่ยนเป็นกระดูกแข็ง การเจริญเติบโตของกระดูกจะเริ่มที่จุดศูนย์กลางบริเวณตอนกลางของแกนกระดูก แล้วขยายออกไปทั้งสองด้านรอบโพรงกระดูก จากนั้นจะเจริญเติบโตโดยมีจุดศูนย์กลางบริเวณปลายกระดูกทั้งสองข้าง ทำให้กระดูกยืดยาวออกไป ในเพศชายการเจริญเติบโตของกระดูกจะมีมากในช่วงอายุระหว่าง 18 - 21 ปี โดยฮอร์โมนจากอัณฑะเป็นตัวกระตุ้น ส่วนในเพศหญิงจะมีมากในช่วงอายุระหว่าง 16 - 18 ปี โดยมีฮอร์โมนจากรังไข่เป็นตัวกระตุ้น และกระดูกจะเจริญจนถึงวัยประมาณ 25 ปี ก็จะหยุดการเจริญเติบโต

ภาพการเจริญเติบโตของกระดูก
การเจริญเติบโตของกระดูกขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้

1. การได้รับสารอาหารพวกแคลเซียม ฟอสฟอรัส ในปริมาณที่เพียงพอ
2. การได้รับวิตามินดี ซึ่งมีมากในน้ำมันตับปลา ไข่แดง นม ผักสด และร่างกายสร้างขึ้นเมื่อได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต
3. ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ได้แก่ ฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต ซึ่งถูกกระตุ้นโดยการออกกำลังกาย

ส่วนประกอบของกระดูก

กระดูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่มีชีวิต และส่วนที่ไม่มีชีวิต
1.ส่วนที่มีชีวิต ได้แก่ เซลล์กระดูก เนื้อเยื่อยึดเหนี่ยว เนื้อเยื่อประสาท และหลอดเลือด ส่วนที่มีชีวิตนี้ เป็นส่วนที่ทำให้กระดูกเหนียว ทนทาน ไม่เปราะ หรือ แตกหักง่าย และถูกทำลายได้ด้วยความร้อน

2.ส่วนที่ไม่มีชีวิต ได้แก่สารประกอบพวก แคลเซียมคาร์บอเนต และแคลเซียมฟอสเฟต ส่วนที่ไม่มีชีวิตนี้ เป็นแร่ธาตุที่ทำให้กระดูกแข็งแรง และถูกทำลายได้ด้วยกรด

ภายในท่อนกระดูก เป็นโพรง มีไขกระดูก บรรจุอยู่ โดยไขกระดูกทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดต่าง ๆ และแผ่นเกล็ดเลือดให้กับร่างกาย

ส่วนนอกของท่อนกระดูก ที่ติดกับกล้ามเนื้อ มีเนื้อเยื่อบางๆ หุ้มไว้ เรียกว่า เยื่อหุ้มกระดูกระหว่างเนื้อเยื่อยึดเหนี่ยวกับไขกระดูกมีเนื้อเยื่อบาง ๆ บุคั่นไว้ เนื้อเยื่อนี้ทำหน้าที่สร้างเซลล์กระดูกใหม่ ๆ เพื่อทดแทนเซลล์กระดูกส่วนที่ตายไป และเพิ่มเซลล์กระดูก ให้มากขึ้นเพื่อการเจริญเติบโตของกระดูก หรือ ซ่อมแซม เมื่อกระดูกหักซึ่งขึ้นอยู่กับวัย เด็กที่กำลังเจริญเติบโต มีการซ่อมแซมให้กระดูกคืนสภาพเร็วกว่า ผู้สูงอายุ การใส่เฝือกช่วยให้กระดูกจัดเรียงตัวให้เข้าที่คงรูปเดิม ในขณะที่กระดูกกำลังซ่อมแซมตัวเองเท่านั้น

ข้อต่อและเอ็นเชื่อมกระดูก

ข้อต่อ หมายถึง ตำแหน่งที่กระดูกตั้งแต่ 2 ชิ้น ขึ้นไปมาจรดกัน โดยมีเนื้อเยื่อ หรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมายึด ให้ติดกันเป็นข้อต่อ อาจเคลื่อนไหวได้มาก หรือน้อย หรือไม่ได้เลยก็ได้ขึ้นอยู่กับชนิดของข้อต่อนั้น ๆ แต่ประโยชน์ที่สำคัญ คือ เพื่อป้องกันอันตรายต่อกระดูก และให้กระดูกที่มีความแข็งอยู่แล้วสามารถเคลื่อนไหวหรือปรับผ่อนได้ตามสภาพและหน้าที่ของกระดูกที่อยู่ ณ ตำแหน่งนั้นๆ

ข้อต่อแบ่งได้ตามลักษณะการเคลื่อนไหว ดังนี้

1. ข้อต่อที่เคลื่อนที่ได้ทิศทางเดียว ได้แก่ ข้อต่อแบบบานพับ มีลักษณะการเคลื่อนที่จำกัดได้เพียงทิศทางเดียว คือ ขึ้นและลง เช่น ข้อต่อของนิ้วมือ ข้อศอก นิ้วเท้า

2. ข้อต่อที่เคลื่อนที่ได้สองทิศทาง ได้แก่ ข้อต่อแบบอานม้า มีลักษณะแบนราบเคลื่อนที่ได้สองทิศทาง คือ เคลื่อนที่ ขึ้น-ลง คล้ายบานพับและส่ายได้เล็กน้อยประมาณ 450 เช่น ข้อต่อของข้อมือ

3. ข้อต่อที่เคลื่อนที่ได้หลายทิศทาง ได้แก่ ข้อต่อแบบลูกกลมในเบ้า มีลักษณะการเคลื่อนที่ได้หลายทิศทาง ขึ้น - ลง หน้า - หลัง ข้างๆ และหมุนได้รอบ เช่น ข้อต่อที่หัวไหล่ ข้อต่อแบบเดือยกับหลุม มีลักษณะเคลื่อนที่ได้หลายทิศทาง ก้ม เงย เอียงซ้ายขวา หมุนได้ครึ่งรอบ เช่น ข้อต่อที่ต้นคอกับฐานของกะโหลกศีรษะ

4. ข้อต่อที่เคลื่อนที่ได้เล็กน้อย ได้แก่ ข้อต่อแบบอ้าออกจากกันเล็กน้อย เป็นข้อต่อที่เชื่อมกันด้วย กระดูกอ่อน และมีเอ็นช่วยเสริม ทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้เล็กน้อย เช่น ข้อต่อของกระดูกซี่โครง และข้อต่อของกระดูกสันหลัง

5. ข้อต่อชนิดที่เคลื่อนที่ไม่ได้หรือแบบยึดติด มีลักษณะติดแน่นเคลื่อนไหวไม่ได้เลย เช่น ข้อต่อของกะโหลกศีรษะ

เอ็นเชื่อมกระดูก เป็นเนื้อเยื่อยึดเหนี่ยวที่มีความเหนียวทนทาน มี 2 ชนิด คือ

1.เอ็นที่เชื่อมระหว่าง กระดูกกับกล้ามเนื้อ มีลักษณะแข็งแรง ทนทานยืดหดไม่ได้ และ
2.เอ็นที่เชื่อมระหว่างกระดูกกับกระดูกมีลักษณะแข็งแรง ทนทาน แต่ยืดหดได้ ถ้าเอ็นยึดกระดูกฉีกขาด หรือยืดตัวออกมามากๆ เนื่องจากการบิด หรือดึงตรงบริเวณข้อต่อมาก ๆ จะทำให้ข้อเคล็ดได้ จะมีอาการบวม และเจ็บปวด เพราะมีน้ำเหลือง และเลือดซึมออกมาขังในเนื้อเยื่อ วิธีรักษา ควรใช้ถุงน้ำแข็งวางบนตำแหน่งที่เจ็บปวด อย่าใช้ถุงน้ำร้อน เพราะจะทำให้เจ็บปวดยิ่งขึ้น

สาเหตุของความผิดปกติที่เกิดกับกระดูก

ความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกมาจากสาเหตุหลายประการดังนี้


1. จากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กระดูกผุ เนื่องจากกินยาแก้ปวดมากเกินไป กระดูกเปราะ เนื่องจากสารแคดเมียม กระดูกโค้งงอ เนื่องจากการขาดวิตามิน ปวดหลัง เนื่องจากแคลเซียมไปเกาะบริเวณรอยต่อแล้วไปทับเส้นประสาท

2. จากพันธุกรรม บิดา มารดา เป็นโรคกระดูกเปราะบางอยู่แล้ว มีโอกาสถ่ายทอดให้บุตร
3. จากอายุมาก กระดูกถูกใช้โดยเอาสารแคลเซียมออกมา แต่ไม่มีเพิ่มเติมทำให้กระดูกบางชำรุดได้ง่าย
4. จากเชื้อโรค เช่น วัณโรคที่กระดูก มะเร็งที่กระดูก
5. จากความผิดปกติของฮอร์โมน หรือการขาดฮอร์โมนเพศ ในผู้สูงอายุ

การบำรุงรักษากระดูก

วิธีบำรุงและรักษากระดูก คือ

1. รับประทานอาหารประเภทผัก ผลไม้ อย่างเพียงพอ เพื่อเพิ่มปริมาณแคลเซียมให้กระดูก

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กระดูกมีการเคลื่อนไหวเป็นประจำอย่าให้น้ำหนักตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกรับน้ำหนักมากตลอดเวลา ทำให้บริเวณข้อต่อชำรุด ถ้าน้ำหนักตัวพอเหมาะจะทำให้ข้อเสื่อมช้าไม่ปวดข้อต่อ

3. ให้ร่างกายได้รับแสงแดดทุกวัน วิตามินดีจะไปกระตุ้นเซลล์กระดูกอ่อนและเพิ่มเนื้อเยื่อกระดูกให้แข็งแรง ร่างกายควรได้รับแสงแดด ทุกวันอย่างน้อยวันละ 10-15 นาที ในช่วงเช้าและเย็น

0 Comments:

Post a Comment

<< Home