krurutty-dears

Tuesday, July 11, 2006

10.ระบบสืบพันธุ์
ระบบสืบพันธุ์เพศชาย
ประกอบด้วย
1. อัณฑะ (Testis) และถุงอัณฑะ (Scrotum)
อัณฑะ มีลักษณะรูปร่างคล้ายไข่ฟองเล็ก ยาว 3-4 Cm หนาประมาณ 2-3 Cm หนักประมาณ 50 กรัม อัณฑะมี 2 ข้างและขนาดใกล้เคียงกันอยู่ภายในถุงอัณฑะ เพื่อปรับอุณหภูมิให้ต่ำกว่าช่องท้องประมาณ 3 - 5 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการผลิตตัวอสุจิ (Sperm)
2. หลอดสร้างตัวอสุจิ (Semimiferous tubles) และท่อนำตัวอสุจิ (vasdeferens) หลอดสร้างตัวอสุจิเป็นหลอดที่หน้าที่ผลิตตัวอสุจิจะประกอบด้วยกลุ่มเชล spermatogonium และ sertoli cell ทำหน้าที่สร้างอาหารให้ตัวอสุจิและปล่อยออกมาทาง retetestis เข้าไปอยู่ในหลอดเก็บตัวอสุจิ
3. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (seminal vesicle) ทำหน้าที่สร้างอาหารให้แก่ตัวอสุจิ ส่วนมากเป็นน้ำตาลฟรักโตส วิตามินซี และโปรตีนโกบุลิน
4. ต่อมลูกหมาก (prostate gland) ทำหน้าที่หลั่งสารที่เป็นเบสอย่างอ่อนและสารที่ทำให้ตัวอสุจิแข็งแรงและว่องไว
5. ต่อมคาวเปอร์ (cowper gland) มีหน้าที่หลั่งสารของเหลวใสๆไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะเกิดดารกระตุ้นทางเพศ
6. อวัยวะเพศชาย (pennis) เป็นกล้ามเนื้อที่หดและพองตัวได้คล้ายฟองน้ำในเวลาปกติจะอ่อนและงอตัวอยู่ แต่เมื่อถูกกระตุ้นจะเเข็งตัวเพราะมีเลือดมาคั่งมาก ภายในจะมีท่อปัสสาวะทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิและน้ำปัสสาวะ
น้ำอสุจิแต่ละครั้งที่หลั่งออกมาประกอบด้วยตัวอสุจิและน้ำหล่อเลี้ยงต่างๆประมาณครั้งละ 3 ลบ.ซม. จำนวนอสุจิประมาณ 300-500 ล้านตัว
ตัวอสุจิมีขนาดเล็กมากมีลักษณะคล้ายลูกอ๊อดประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนหางดังรูป มีอายุ 48 ชั่วโมงเมื่อเข้าไปในมดลูก


ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง


โครงสร้างของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

รังไข่ (Ovary)
รังไข่ชั้นนอกประกอบด้วยถุงไข่ซึ่งเจริญอยู่ในชั้นต่างๆ
ถุงไข่อ่อน (primodial follicle) ประกอบด้วยเซลล์ไข่ (oocyte) ล้อมรอบด้วยเซลล์แกรนูโลซา เจริญอยู่ในขั้น diplotene ของระยะ prophase ของการแบ่งตัวแบบ meiosis ครั้งที่ 1 การแบ่งตัวจะดำเนินต่อเมื่อผู้หญิง เข้าสู่วัยแรกรุ่นเท่านั้น ถุงไข่ปฐมภูมิ (primary follicle) เซลล์ไข่เจริญขึ้นล้อมรอบด้วยเซลล์แกรนูโลซา ซึ่งแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและมีตัวรับสัญญาณ FSH (FSH receptor) เซลล์ไข่หลั่งสารไกลโคโปรตีน แยกไข่อ่อนจากเซลล์แกรนูโลซาถุงไข่ทุติยภูมิ (secondary follicle) เซลล์ไข่จะเจริญและ โตเต็มที่ มีตัวรับสัญญาณของ LH (LH receptor) เซลล์ไข่ที่อยู่ในถุงไข่ขั้นนี้แบ่งตัวแบบไมโอซิสต่อ อยู่ในขั้นเมทาเฟสที่ 1 (Metaphase i) ถุงไข่กราเฟียน (graffian follicle) เซลล์แกรลูโนซาเพิ่มจำนวน การสะสมของเหลวในถุงไข่ (follicular fluid) เกิดช่องของเหลวตรงกลางเรียกว่า แอนทรัม (antrum) เซลล์ไข่ในถุงไข่กราเฟียนแบ่งตัวแบบไมโอซิสถึงขั้น เมทาเฟสที่ 2 จะไม่เจริญต่อจนกว่าจะได้รับการผสมกับเชื้ออสุจิ ของเหลวในถุงไข่ (follicular fluid) ประกอบด้วยโปรตีน ฮอร์โมนชนิดเปปไทด์ (FSH,LH) เอนไซม์ต่างๆ

หน้าที่ของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
การสร้างเซลล์ไข่ (Oogenesis) เซลล์โอโอโกเนีย ทั้งหมดในรังไข่ของตัวอ่อนในครรภ์จะพัฒนาเป็น เซลล์ไข่ปฐมภูมิ จากนั้นเริ่มมีการแบ่งตัวแบบไมโอซิส ครั้งที่ 1 โดยการสร้าง DNA เพิ่มขึ้น (4n) เมื่อคลอด เซลล์ไข่อยู่ในขั้นปฐมภูมิซึ่งมีโคโมโซม 46 อัน แต่ละโคโมโซมมี 2 โครมาทิด เซลล์หยุดการเจริญที่ขั้น diplotene ตลอดวัยเด็ก เมื่อถึงวัยแรกรุ่นรังไข่เริ่มทำงานเซลล์ไข่ปฐมภูมิแบ่งตัวต่อให้เซลล์ไข่ทุติยภูมิ ซึ่งมีโคโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง และโพลาร์บอดีอันที่ 1 การแบ่งตัวแบบไมโอซิสครั้งที่ 2 เกิดขึ้นขณะที่เซลล์อยู่ใน ท่อนำไข่และได้รับการผสมกับเชื้ออสุจิแล้วเมื่อการแบ่งตัวแบบไมโอซิสครั้งที่ 2 เสร็จสมบูรณ์จะได้ไข่ที่เจริญเต็มที่ ซึ่งมีโครโมโซม 23 อัน และโพลาร์บอดีอันที่ 2 รอบเดือนระบบสืบพันธุ์เพศหญิงมีลักษณะการเปลี่ยนแปลง เป็นวงจรหรือเป็นรอบ แต่ละรอบใช้เวลา 28 วัน การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดที่รังไข่ มดลูก และอวัยวะเพศส่วนอื่นๆ เช่น ปากมดลูก โดยเฉพาะที่มดลูกมีการสลายเซลล์ที่ผนังบุผนังมดลูกทำให้เกิดเป็นเลือดประเดือน รอบเดือนนี้ เป็นผลของการออกฤทธิ์ร่วมระหว่างฮอร์โมนจาก ไฮโพทาลามัสต่อมใต้สมองส่วนหน้า และรังไข่ รอบเดือนนี้เริ่มนับวันที่มีประจำเดือนวันแรกเป็นวันที่ 1

1. การเปลี่ยนแปลงที่รังไข่ การเจริญของถุงไข่ ซึ่งมีเซลล์ไข่อยู่ภายในเรียกว่า Folliculogenesis แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะฟอลิคูลาร์ ได้แก่ ช่วง 14 วันแรกของรอบเดือนและระยะลูเทียม เริ่มหลังจากการตกไข่จนกระทั่งมีการสลายตัว ของคอปัสล ูเทียมซึ่งได้แก่ 14 วันหลังของรอบเดือน

ก . ระยะฟอลิคูลาร์ เป็นช่วงเวลาของการเจริญเติบโตของถุงไข่อ่อนเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยแรกรุ่น ภายใต้อิทธิพลของ FSH และ LH ถุงไข่อ่อนจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเซลล์แกรนูโลซาเพิ่มจำนวนและมีการสะสม

การควบคุมการทำงานของรังไข่
การทำงานของรังไข่ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนโกนาโดโทรฟิน ซึ่งหลั่งมาจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า ความสัมพันธ์ ของไฮโพทาลามัส ต่อมใต้สมอง และรังไข่ LH จะมากระตุ้นเซลล์ทีคาให้สร้างแอนโดรเจน ซึ่งจะถูกเปลี่ยน เป็นเอสโทรเจนที่เซลล์แกรนูโลซาส่วน FSH จะเร่งให้มีการพัฒนาของเซลล์แกนูโซลาเพื่อให ้สร้างเอสโทรเจน โพรเจสเทอโรน และอินฮิบิน ในช่วงแรกของระยะฟอลิคูลาร์ระดับเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนต่ำ การหลั่งของ FSH และ LH ไม่ถูกยับยั้งดังนั้นจึงมีระดับค่อนข้างสูง เมื่อถุงไข่เจริญเติบโตทำให้มีการหลั่ง ของเอสโทรเจนเพิ่มขึ้นจึงมีผลยับยั้งการหลั่งของ FSH และ LH และ GnRH จากต่อมใต้สมองและ ไฮโพทาลามัส ตามลำดับ การควบคุมนี้เป็นการควบคุมป้อนกลับเชิงลบ ก่อนการตกไข่ FSH และ LH จะมีระดับต่ำลงในขณะที่เอสโทรเจนเพิ่มระดับขึ้นสูงมาก เอสโทรเจนที่พิ่มขึ้นจะมาควบคุมการทำงานของต่อม ใต้สมองส่วนหน้าและไฮโพทาลามัสเอสโทรเจนออกฤทธิ์ต่อต่อมใต้สมองส่วนหน้าโดยจะเตรียมต่อมเพื่อตอบสนอง ต่อ GnRH เพิ่มการหลั่งของ FSH และ LH เป็นการควบคุมป้อนกลับเชิงบวก (positive feedback control) เป็นผลให้เกิด LH surge การควบคุมป้อนกลับเชิงบวกนี้พบในเพศหญิงเท่านั้น หลังจากการตกไข่คอร์ปัสล ูเทียมสรางและหลั่งฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนมากซึ่งมีผลย้อนกลับไปยับยั้งการหลั่งของ FSH และ LH อินฮิบินจะออกฤทธิ์ยัยั้งการหลั่ง FSH ที่ต่อมใต้สมองส่วนหน้า ในระยะฟอลิคูลาร์ การหลั่งของ LH จะเป็นจังหวะขึ้นๆ ลงๆ ทุก 90 นาที ในระยะลูเทียมจังหวะของการหลั่ง LH จะนานขึ้น

ความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

ประจำเดือนไม่มา (Amenorrhea)
ภาวะที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอมักพบในคนที่มีเอสโทรเจนต่ำหรือมีความผิดปกติของโรคอื่น เช่น hypothyroidism ทำให้ไม่มีประจำเดือน amenorrhea แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ในกรณีที่ไม่เคยมี ประจำเดือนเลยตั้งแต่เป็นสาวเรียกว่า primary amenorrhea สาเหตุที่พบบ่อยคือ กรณีที่มีความผิดปกติ ของต่อมใต้สมองอย่างรุนแรง ส่วนบางรายที่เคยมีประจำเดือนมาก่อนแต่หยุดไปด้วยสาเหตุบางประการ เช่น การตั้งครรภ์ เกิดเจ็บป่วย ช่วงการซ้อมหนักในนักกีฬาหรือมีความวิตกกังวลสูง กลุ่มนี้จัดอยู่ในพวก secondary amenorrhea

รังไข่ทำงานน้อย (Hypogonadism)
เด็กหญิงที่เกิดมาโดยไม่มีรังไข่แต่กำเนิดหรือรังไข่ไม่ทำงานก่อนวัยแรกรุ่น จะทำให้เกิดภาวะที่ เรียกว่า female eunucoidism คือ จะไม่มีลักษณะเพศทุติยภูมิ อวัยวะเพศจะมีลักษณะคล้ายของเด็กตัวจะ สูงเพราะ epiphysial plat ยังไม่เปิด

รังไข่ทำงานมาก (Hypogonadism)
เป็นภาวะที่รังไข่หลั่งฮอร์โมนออกมามากกว่าปกติเนื่องจากมีเนื้องอกของรังไข่ จะสังเกตเห็น ความปกติได้ในระยะก่อนวัยแรกรุ่น ถ้าเป็นเนื้องอกของเซลล์ทีคาแอนโรเจนจะหลั่งออกมามาก เด็กหญิงจึง มีลักษณะคล้ายเด็กชาย แต่ถ้าเป็นเนื้องอกของเซลล์แกรนูโลซาจะทำให้เอสโทรเจนสูง จึงเป็นสาวเร็วจะมีประ จำเดือนตั้งแต่ยังน้อย

การตั้งครรภ์ (pregnancy) การปฏิสนธิ (Fertilization)
ความสามารถของเซลล์ไข่ในการปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิ อยู่ได้นานประมาณ 15-18 ชม . หลังจากการตกไข่ถ้าเซลล์ไข่ไม่ได้รับการผสมก็จะสลายตัวไป ส่วนเชื้ออสุจิมีชีวิตอยู่ในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงได้นานประมาณ 48 ชม. การปฏิสนธิระหว่างเชื้ออสุจิและเซลล์ไข่เกิดขึ้นในท่อนำไข่ ไกลโคเจนที่สะสมในชั้นเยื่อบุของช่องคลอดถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลกติก ภาวะกรดที่เพิ่มขึ้นทำให้เชื้ออสุจิเคลื่อนที่ได้ดีขึ้น เอสโทรเจนมีลให้มดลูกบีบตัวช่วยพาเชื้ออสุจิไปยังท่อนำไข่ ส่วนเซลล์ไข่จะถูกปัดเข้าไปในท่อนำไข่โดยฟิมเปรีย เมื่อเชื้ออสุจิสัมผัสกับเซลล์ไข่แคลเซียมจากภายนอกเคลื่อนผ่านช่องแคลเซียมเข้าสู่ภายในหัวของเชื้ออสุจิ การเพิ่มของแคลเซียมจะกระตุ้นให้เชื้ออสุจิปล่อยเอนไซม์อะโครซิน และเจาะผ่านชั้นโซนาเพลลูซิดา ทันทีที่เยื่อหุ้มไข่และเยื่อหุ้มเชื้ออสุจิรวมตัวกัน ภายในเซลล์ไข่เริ่มการแบ่งตัวแบบไมโอซิสครั้งที่ 2 ต่อ ได้เป็นเซลล์ไข่ที่มีโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อโปรนิวเคลียสทั้งสองชนิดรวมตัวกันได้ตัวอ่อนที่มี 46 โครโมโซม ตัวอ่อนแบ่งตัวให้กลุ่มเซลล์ (morula) ขณะเดินทางมายังมดลูกหลังจากปฏิสนธิได้ 6 วันตัวอ่อนจะะแบ่งเซลล์ได้ประมาณ 64 เซลล์ จากนั้นพัฒนาเป็นขั้นบลาสโทซิสต์ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ชั้นในซึ่งจะเจริญไปเป็นทารก เซลล์ชั้นนอกเรียกว่า โทรโฟบลาสต์ การฝังตัวของตัวอ่อน บลาสโทซิสต์จะลอยอยู่ในของเหลวในโพรงมดลูกอยู่ประมาณ 1 วันก่อนที่จะฝังตัวในผนังมดลูกในวันที่ 7 หลังการปฏิสนธิ เมื่อบลาสโทรซิสต์ฝังตัวเซลล์โทรโฟบลาสต์จะพัฒนาเป็น 2 ชั้น เซลล์ชั้นในที่หุ้มตัวอ่อนเรียกว่าไซโทโทรโฟบลาสต์ ส่วนชั้นนอกเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ซินซิทิโอโทรโฟบลาสต์ เซลล์โทรโฟบลาสต์เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของรก เมื่อรกเจริญเติบโตจะทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารอาหาร ออกซิเจน และของเสยต่างๆ ระหว่างระบบไหลเวียนของแม่และลูก ฮอร์โมนจากรก ขณะตั้งครรภ์รกจะสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับการตั้งครรภ์หลายตัวจากชั้นเซลล์ซินซิทิโอโทรโฟบลาสต์

ก . โกนาโดโทรฟินจากรก สามารถวัด HCG ในปัสสาวะของมารดาได้ตั้งแต่วันที่ 9 ของการตั้งครรภ์และระดับจะสูงขึ้นระหว่างสัปดาห์ที่ 9-12 หลังจากนั้นจะลดลง การตรวจพบ HCG ในปัสสาวะหรือเลือดใช้เป็นดัชนีบ่งชี้ถึงการตั้งครรภ์ HCG ทำหน้าที่ยืดอายุการทำงานของคอร์ปัสลูเทียม กระตุ้นการสร้างและหลั่งฮอร์โมนณัแลกซินเพื่อยับยั้งการหดตัวของมดลูก

ข . Human chorionic somatomammotropin (HCS) เป็นฮอร์โมนชนิดเปปไทด์ประกอบด้วยกรดอะมิโน 191 หน่วย มีโครงร้างเหมือนฮอร์โมน โซมาโทโทรฟินหรือโกรทฮอร์โมน และโพรแลกทิน แต่มีผลแบบโพรแลกทินสูงกว่าโกรทฮอร์โมน ขณะที่ระดับ HCG ลดต่ำลงหลังจาก 3 เดือนของการตั้งครรภ์ รกจะสร้าง HCS ในสัปดาห์ที่ 4 และจะเพิ่มระดับขึ้น เรื่อยๆ จนถึงระดับสูงสุดเมื่อใกล้คลอด

ค . โพรเจสเทอโรน รกจะเริ่มสร้างโพรเจสเทอโรนในสัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์ถึงระดับสูงสุดเมื่อใกล้คลอด โพรเจสเทอโรนถูกขับทิ้งทางปัสสาวะ โพรเจสเทอโรนเป็นฮอร์โมนที่สำคัญสำหรับการตั้งครรภ์โดยเตรียมเยื่อบุมดลูกเพื่อรับตัวอ่อน ทำงานร่วมกับฮอร์โมนรีแลกซิน ลดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของแม่ไม่ให้ต่อต้านการมีทารกซึ่งเปรียบเสมือนเซลล์แปลกปลอมในร่างกายของแม่

ง . เอสโทรเจน รกสร้างเอสโทรเจนได้ทั้งเอสทราไดออล เอสโทรนและเอสไทรออล แต่สร้างเอสไทรออลได้มากกว่าฮอร์โมนอีก 2 ชนิดและมีระดับเพิ่มขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์คือช่วยในการพัฒนาเต้านมและทำให้กล้ามเนื้อมดลูกมีขนาดโตขึ้น ทำให้เอ็นยึดต่างๆในอุ้งเชิงกราน และกระดูกหังหน่าว ช่วยให้บิเวณช่องคลอดขยายออกได้กว้างขึ้น

การดูแลและเสริมสร้างระบบไหลเวียนโลหิต

1. มีสุขปฎิบัติที่กีเกี่ยวกับอวัยวะเพศ เช่น ทำความสะอาดอวัยวะเพศทุกครั้งขณะอาบน้ำ และหลังขับถ่าย ไม่ควรสวมใส่กางเกงในซ้ำๆ หรือกางเกงในที่เปียกชี้น เป็นต้น

2. กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ

4. ทำจิตใจให้ร่างเริงแจ่มใสอยู่เสมอ ไม่เครียด

5. ถ้าเกิดอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ เช่น มีหนองไหล มีกลิ่นเหม็น เป็นต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษา

0 Comments:

Post a Comment

<< Home