krurutty-dears

Wednesday, July 19, 2006

7.ระบบโครงกระดูก (Skeletal System)
รูปแสดงลักษณะรูปร่างของกระดูก
ระบบโครงกระดูก เป็นโครงสร้างหลักอย่างหนึ่งของร่างกายที่แข็งที่สุด ซึ่งประกอบด้วย กระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ และเอ็นเชื่อมกระดูก กระดูกในร่างกาย มีรูปร่างต่างๆ กัน แต่ส่วนประกอบและความแข็งแรงเหมือนๆ กัน การทำงานของระบบโครงกระดูก ทำให้เราสามารถ ลุก นั่ง เดิน นอน หรือทำ อิริยาบทอื่น ๆ ได้โดยอาศัยมัดกล้ามเนื้อต่างๆ ที่เกาะเกี่ยวอยู่กับกระดูกแต่ละส่วนของร่างกาย การบำรุงรักษากระดูกให้เจริญเติบโตแข็งแรง และการฝึกฝน
ท่าทางการเคลื่อนไหวจะช่วยทำให้มีโครงร่างและบุคลิกภาพที่ดี

หน้าที่สำคัญของระบบโครงกระดูก

1. ทำหน้าที่เป็นโครงร่าง เพื่อทำให้คนเราคงรูปร่างอยู่ได้ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญที่สุด

2. เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อต่างๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

3. ช่วยห่อหุ้มและป้องกันอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เช่น
- กะโหลกศีรษะ หุ้มสมอง
- กระดูกสันหลัง หุ้มไขสันหลัง
- กระดูกซี่โครงและกระดูกอก หุ้มหัวใจและปอด

4. เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด เพราะภายในกระดูกมีไขกระดูกซึ่งทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือด

5. เป็นแหล่งสะสมแคลเซียมของร่างกาย

6. ป้องกันหลอดเลือดและประสาทที่ทอดอยู่ตามแนวของกระดูกนั้นๆ


กระดูก

กระดูกในร่างกายของเรา ในระยะแรกจะเจริญในรูปของกระดูกอ่อน ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เมื่อคลอดออกมาและเติบโตขึ้น กระดูกอ่อนก็จะค่อย ๆ
แข็งตัวขึ้น โดยรับเอาเกลือแร่ต่าง ๆ เข้ามา สะสมไว้ในกระดูก และจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเป็นผู้ใหญ่ จะมีกระดูกทั้งหมด 206 ชิ้น ซึ่
สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือแบ่งตามส่วนของร่างกายและแบ่งตามลักษณะรูปร่าง

1. แบ่งตามส่วนของร่างกาย

กระดูกในร่างกายผู้ใหญ่มีทั้งหมด 206 ชิ้น แบ่งออกเป็น
1.1 กระดูกแกน ซึ่งเป็นแกนกลางของลำตัว มี 80 ชิ้น ได้แก่ กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง กระดูกก้นกบ กระดูกสันอก และกระดูกซี่โครง

1.2 กระดูกระยาง มีทั้งหมด 126 ชิ้น ได้แก่ กระดูกไหล่ กระดูกแขน กระดูกมือ กระดูกเชิงกราน กระดูกขา และกระดูกเท้า
รูปแสดงลักษณะโครงกระดูกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
2. แบ่งตามลักษณะรูปร่าง แบ่งออกเป็น

1. กระดูกยาว พบได้ที่กระดูกต้นแขน แขนท่อนปลาย ต้นขา และขา กระดูกฝ่ามือฝ่าเท้ากระดูกนิ้วมือ นิ้วเท้า เป็นกระดูกยาวขนาดเล็ก

มีทั้งหมด 90 ชิ้น

2. กระดูกสั้น มีอยู่ตามร่างกายส่วนที่แข็งแรง สำหรับออกแรง เมื่อเวลาทำงาน ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมาก ได้แก่ กระดูกข้อมือและข้อเท้า

มีทั้งหมด 30 ชิ้น

3. กระดูกแบน มีลักษณะเป็นแผ่นแบนกว้างออกไป กระดูกชนิดนี้จะช่วยป้องกันอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับอันตรายง่าย ได้แก่ กระดูกกะโหลก

ศีรษะ กระดูกซี่โครง กระดูกสะบัก กระดูกหน้าอก และกระดูกเชิงกราน มีทั้งหมด 40 ชิ้น

4. กระดูกรูปร่างไม่แน่นอน หรือมีรูปร่างแปลกๆ ได้แก่ กระดูกสันหลัง กระดูกก้นกบ กระดูกขากรรไกร กระดูกโคนลิ้น กระดูกหู ฯลฯ

กระดูกชนิดนี้มีแง่ มีเหลี่ยม หรือ ช่องโค้งไปมามากเพื่อให้เหมาะกับการประกอบเข้าได้กับกระดูกชิ้นอื่น ที่เป็นโครงร่างของร่างกาย มีทั้งหมด 46 ชิ้น

กระดูกอ่อน

กระดูกอ่อนจัดเป็นเนื้อเยื่อยืดเหนี่ยวชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสารระหว่างเซลล์เหนียวหนืดมีหน้าที่รองรับเนื้อเยื่ออ่อน ๆ และช่วยทำให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น กระดูกอ่อนไม่แข็งแรงเท่ากระดูก เพราะไม่มีแร่ธาตุ แต่มีความยืดหยุ่นมากกว่ากระดูก มีเยื่อหุ้มกระดูกอ่อนเช่นเดียวกับกระดูก กระดูกอ่อน
แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

1. กระดูกอ่อนขาว ปรากฏเป็นสีขาวปนสีน้ำเงิน พบได้ที่ด้านข้อต่อของกระดูก กระดูกอ่อน ซี่โครง กระดูกอ่อนกล่องเสียง และกระดูกอ่อนหลอดลม

2. กระดูกอ่อนยืดหยุ่น สีค่อนข้างเหลือง ยืดหยุ่นได้มาก เพราะมีเส้นใยมาก พบได้ที่กระดูกอ่อนใบหู และฝาปิดกล่องเสียง

3. กระดูกอ่อนพังผืด มีเส้นใยพังผืดมาก พบได้ที่หมอนรองกระดูกสันหลัง และข้อต่อหัวเหน่า

การเจริญเติบโตของกระดูก

กระดูกในร่างกายเราระยะแรกจะเจริญในรูปของกระดูกอ่อน เมื่อมีอายุมากขึ้น กระดูกอ่อนจะเปลี่ยนเป็นกระดูกแข็ง การเจริญเติบโตของกระดูกจะเริ่มที่จุดศูนย์กลางบริเวณตอนกลางของแกนกระดูก แล้วขยายออกไปทั้งสองด้านรอบโพรงกระดูก จากนั้นจะเจริญเติบโตโดยมีจุดศูนย์กลางบริเวณปลายกระดูกทั้งสองข้าง ทำให้กระดูกยืดยาวออกไป ในเพศชายการเจริญเติบโตของกระดูกจะมีมากในช่วงอายุระหว่าง 18 - 21 ปี โดยฮอร์โมนจากอัณฑะเป็นตัวกระตุ้น ส่วนในเพศหญิงจะมีมากในช่วงอายุระหว่าง 16 - 18 ปี โดยมีฮอร์โมนจากรังไข่เป็นตัวกระตุ้น และกระดูกจะเจริญจนถึงวัยประมาณ 25 ปี ก็จะหยุดการเจริญเติบโต

ภาพการเจริญเติบโตของกระดูก
การเจริญเติบโตของกระดูกขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้

1. การได้รับสารอาหารพวกแคลเซียม ฟอสฟอรัส ในปริมาณที่เพียงพอ
2. การได้รับวิตามินดี ซึ่งมีมากในน้ำมันตับปลา ไข่แดง นม ผักสด และร่างกายสร้างขึ้นเมื่อได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต
3. ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ได้แก่ ฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต ซึ่งถูกกระตุ้นโดยการออกกำลังกาย

ส่วนประกอบของกระดูก

กระดูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่มีชีวิต และส่วนที่ไม่มีชีวิต
1.ส่วนที่มีชีวิต ได้แก่ เซลล์กระดูก เนื้อเยื่อยึดเหนี่ยว เนื้อเยื่อประสาท และหลอดเลือด ส่วนที่มีชีวิตนี้ เป็นส่วนที่ทำให้กระดูกเหนียว ทนทาน ไม่เปราะ หรือ แตกหักง่าย และถูกทำลายได้ด้วยความร้อน

2.ส่วนที่ไม่มีชีวิต ได้แก่สารประกอบพวก แคลเซียมคาร์บอเนต และแคลเซียมฟอสเฟต ส่วนที่ไม่มีชีวิตนี้ เป็นแร่ธาตุที่ทำให้กระดูกแข็งแรง และถูกทำลายได้ด้วยกรด

ภายในท่อนกระดูก เป็นโพรง มีไขกระดูก บรรจุอยู่ โดยไขกระดูกทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดต่าง ๆ และแผ่นเกล็ดเลือดให้กับร่างกาย

ส่วนนอกของท่อนกระดูก ที่ติดกับกล้ามเนื้อ มีเนื้อเยื่อบางๆ หุ้มไว้ เรียกว่า เยื่อหุ้มกระดูกระหว่างเนื้อเยื่อยึดเหนี่ยวกับไขกระดูกมีเนื้อเยื่อบาง ๆ บุคั่นไว้ เนื้อเยื่อนี้ทำหน้าที่สร้างเซลล์กระดูกใหม่ ๆ เพื่อทดแทนเซลล์กระดูกส่วนที่ตายไป และเพิ่มเซลล์กระดูก ให้มากขึ้นเพื่อการเจริญเติบโตของกระดูก หรือ ซ่อมแซม เมื่อกระดูกหักซึ่งขึ้นอยู่กับวัย เด็กที่กำลังเจริญเติบโต มีการซ่อมแซมให้กระดูกคืนสภาพเร็วกว่า ผู้สูงอายุ การใส่เฝือกช่วยให้กระดูกจัดเรียงตัวให้เข้าที่คงรูปเดิม ในขณะที่กระดูกกำลังซ่อมแซมตัวเองเท่านั้น

ข้อต่อและเอ็นเชื่อมกระดูก

ข้อต่อ หมายถึง ตำแหน่งที่กระดูกตั้งแต่ 2 ชิ้น ขึ้นไปมาจรดกัน โดยมีเนื้อเยื่อ หรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมายึด ให้ติดกันเป็นข้อต่อ อาจเคลื่อนไหวได้มาก หรือน้อย หรือไม่ได้เลยก็ได้ขึ้นอยู่กับชนิดของข้อต่อนั้น ๆ แต่ประโยชน์ที่สำคัญ คือ เพื่อป้องกันอันตรายต่อกระดูก และให้กระดูกที่มีความแข็งอยู่แล้วสามารถเคลื่อนไหวหรือปรับผ่อนได้ตามสภาพและหน้าที่ของกระดูกที่อยู่ ณ ตำแหน่งนั้นๆ

ข้อต่อแบ่งได้ตามลักษณะการเคลื่อนไหว ดังนี้

1. ข้อต่อที่เคลื่อนที่ได้ทิศทางเดียว ได้แก่ ข้อต่อแบบบานพับ มีลักษณะการเคลื่อนที่จำกัดได้เพียงทิศทางเดียว คือ ขึ้นและลง เช่น ข้อต่อของนิ้วมือ ข้อศอก นิ้วเท้า

2. ข้อต่อที่เคลื่อนที่ได้สองทิศทาง ได้แก่ ข้อต่อแบบอานม้า มีลักษณะแบนราบเคลื่อนที่ได้สองทิศทาง คือ เคลื่อนที่ ขึ้น-ลง คล้ายบานพับและส่ายได้เล็กน้อยประมาณ 450 เช่น ข้อต่อของข้อมือ

3. ข้อต่อที่เคลื่อนที่ได้หลายทิศทาง ได้แก่ ข้อต่อแบบลูกกลมในเบ้า มีลักษณะการเคลื่อนที่ได้หลายทิศทาง ขึ้น - ลง หน้า - หลัง ข้างๆ และหมุนได้รอบ เช่น ข้อต่อที่หัวไหล่ ข้อต่อแบบเดือยกับหลุม มีลักษณะเคลื่อนที่ได้หลายทิศทาง ก้ม เงย เอียงซ้ายขวา หมุนได้ครึ่งรอบ เช่น ข้อต่อที่ต้นคอกับฐานของกะโหลกศีรษะ

4. ข้อต่อที่เคลื่อนที่ได้เล็กน้อย ได้แก่ ข้อต่อแบบอ้าออกจากกันเล็กน้อย เป็นข้อต่อที่เชื่อมกันด้วย กระดูกอ่อน และมีเอ็นช่วยเสริม ทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้เล็กน้อย เช่น ข้อต่อของกระดูกซี่โครง และข้อต่อของกระดูกสันหลัง

5. ข้อต่อชนิดที่เคลื่อนที่ไม่ได้หรือแบบยึดติด มีลักษณะติดแน่นเคลื่อนไหวไม่ได้เลย เช่น ข้อต่อของกะโหลกศีรษะ

เอ็นเชื่อมกระดูก เป็นเนื้อเยื่อยึดเหนี่ยวที่มีความเหนียวทนทาน มี 2 ชนิด คือ

1.เอ็นที่เชื่อมระหว่าง กระดูกกับกล้ามเนื้อ มีลักษณะแข็งแรง ทนทานยืดหดไม่ได้ และ
2.เอ็นที่เชื่อมระหว่างกระดูกกับกระดูกมีลักษณะแข็งแรง ทนทาน แต่ยืดหดได้ ถ้าเอ็นยึดกระดูกฉีกขาด หรือยืดตัวออกมามากๆ เนื่องจากการบิด หรือดึงตรงบริเวณข้อต่อมาก ๆ จะทำให้ข้อเคล็ดได้ จะมีอาการบวม และเจ็บปวด เพราะมีน้ำเหลือง และเลือดซึมออกมาขังในเนื้อเยื่อ วิธีรักษา ควรใช้ถุงน้ำแข็งวางบนตำแหน่งที่เจ็บปวด อย่าใช้ถุงน้ำร้อน เพราะจะทำให้เจ็บปวดยิ่งขึ้น

สาเหตุของความผิดปกติที่เกิดกับกระดูก

ความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกมาจากสาเหตุหลายประการดังนี้


1. จากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กระดูกผุ เนื่องจากกินยาแก้ปวดมากเกินไป กระดูกเปราะ เนื่องจากสารแคดเมียม กระดูกโค้งงอ เนื่องจากการขาดวิตามิน ปวดหลัง เนื่องจากแคลเซียมไปเกาะบริเวณรอยต่อแล้วไปทับเส้นประสาท

2. จากพันธุกรรม บิดา มารดา เป็นโรคกระดูกเปราะบางอยู่แล้ว มีโอกาสถ่ายทอดให้บุตร
3. จากอายุมาก กระดูกถูกใช้โดยเอาสารแคลเซียมออกมา แต่ไม่มีเพิ่มเติมทำให้กระดูกบางชำรุดได้ง่าย
4. จากเชื้อโรค เช่น วัณโรคที่กระดูก มะเร็งที่กระดูก
5. จากความผิดปกติของฮอร์โมน หรือการขาดฮอร์โมนเพศ ในผู้สูงอายุ

การบำรุงรักษากระดูก

วิธีบำรุงและรักษากระดูก คือ

1. รับประทานอาหารประเภทผัก ผลไม้ อย่างเพียงพอ เพื่อเพิ่มปริมาณแคลเซียมให้กระดูก

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กระดูกมีการเคลื่อนไหวเป็นประจำอย่าให้น้ำหนักตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกรับน้ำหนักมากตลอดเวลา ทำให้บริเวณข้อต่อชำรุด ถ้าน้ำหนักตัวพอเหมาะจะทำให้ข้อเสื่อมช้าไม่ปวดข้อต่อ

3. ให้ร่างกายได้รับแสงแดดทุกวัน วิตามินดีจะไปกระตุ้นเซลล์กระดูกอ่อนและเพิ่มเนื้อเยื่อกระดูกให้แข็งแรง ร่างกายควรได้รับแสงแดด ทุกวันอย่างน้อยวันละ 10-15 นาที ในช่วงเช้าและเย็น

Sunday, July 16, 2006

8.ระบบกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อในร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์กล้ามเนื้อ มีเส้นเลือดและเส้นประสาทที่มาเลี้ยง การหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อทำให้เกิดการเคลื่อนที่เซลล์พวกนี้มีลักษณะเป็นเส้นยาว แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ
1.กล้ามเนื้อเรียบ( Smooth muscle ) เป็นกล้ามเนื้อที่บุอยู่ที่อวัยวะต่างๆภายในของร่างกายมีหน้าที่ ควบคุมการทำงานของอวัยวะย่อยอาหาร และอวัยวะภายใน ต่างๆ เช่น ลำไส้ กระเพาะอาหาร อวัยวะสืบพันธุ์ มดลูก เส้นเลือดดำ ฯลฯ รวมทั้งผนังท่อต่างๆ ของต่อมที่มีท่อ ซึ่งอยู่นอกอำนาจของจิตใจ แต่อยู่ภายใต้ การควบคุมของระบบประสาทอิสระ (Autonomie Nervous System)ทำงานนอกอำนาจจิตใจ ทำงานตลอดเวลา


รูปแสดงกล้ามเนื้อเรียบ

2.กล้ามเนื้อหัวใจ( Cardiac muscle ) เป็นกล้ามเนื้อที่มีลักษณะเซลล์เป็นกล้ามเนื้อลายแต่ว่าทำงานเหมือนกล้ามเนื้อเรียบลายแตกเป็นกิ่งคล้ายตาข่ายบุอยู่ที่ผนังของหัวใจ ทำหน้าที่หดและขยายตัว ในเวลาสูบฉีดโลหิต ทำงานนอกอำนาจจิตใจ ทำงานตลอดเวลา


รูปแสดงกล้ามเนื้อหัวใจ


3.กล้ามเนื้อลาย( Striated muscle ) ได้แก่ กล้ามเนื้อที่เกาะอยู่กับกระดูก จึงเรียกว่า กล้ามเนื้อ กระดูก (Skeletal muscles) เช่นกล้ามเนื้อแขนขาทำงานในอำนาจจิตใจของระบบประสาท


รูปแสดงกล้ามเนื้อลาย

การหดตัวของกล้ามเนื้อลาย
เกิดจากการกระตุ้นของประสาทกล้ามเนื้อ ปลายข้างหนึ่งของกล้ามเนื้อจะเกาะกับกระดูก ชิ้นหนึ่ง(Origin ) ส่วนปลายของกล้ามเนื้ออีกข้างหนึ่งจะอยู่ข้ามข้อต่อไป เกาะยึดกับกระดูกอีกชิ้น หนึ่ง( Insertion ) ดังนั้นเมื่อกล้ามเนื้อทำงาน คือ หดตัว ก็จะดึงกระดูกชิ้นที่สองให้เกิดการเคลื่อนที่
การหดตัวของกล้ามเนื้อลายอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

1. Dynamic Contraction หมายถึง การหดตัวของกล้ามเนื้อที่ความยาวและความตึงตัว ของมันมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่เป็นผลให้ได้งานเกิดขึ้น
2. Static Contraction หมายถึง การหดตัวของกล้ามเนื้อโดยที่ความยาวของกล้ามเนื้อ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่มีความตึงตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้นการหดตัวชนิดนี้จึงไม่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว แต่อย่างใด จึงไม่มีงานในแง่ของกลศาสตร์เกิดขึ้น การหดตัวของกล้ามเนื้อแบบ Isometric นิยมใช้กันภายหลังที่ได้รับการบาดเจ็บ เพราะ ไม่สามารถเคลื่อนไหวอวัยวะนั้นได้มาก ป้องกันกล้ามเนื้อลีบ แต่ในทางสรีรวิทยากล้ามเนื้อได้ทำ งาน มีพลังที่ได้จากปฏิกิริยาทางเคมี ผลสุดท้ายก็จะได้ความร้อนเกิดขึ้นเช่นกัน
หากแบ่งกล้ามเนื้อลายตามลักษณะของสี
จะแบ่งได้ 2 กลุ่มคือ
1. กล้ามเนื้อสีแดง ( Red musclen ) เนื่องจากมีไมโอโกลบินมาก ตามบริเวณที่กล้ามเนื้อ ต้องทำงานหนัก กล้ามเนื้อสีแดงเข้มจะมีความไวต่อการกระตุ้นน้อย แต่หดได้แรงและทนทาน เช่น กล้ามเนื้อแขนและขา
2. กล้ามเนื้อสีขาวซีด ( White muscle ) มีไมโอโกลบินน้อยแต่มีความไวต่อการกระตุ้นสูง หดตัวชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆ เช่น กล้ามเนื้อของนัยน์ตา ในร่างกายเรานั้นมีกล้ามเนื้อทั้ง 2 แบบผสมกันอยู่ จึงเชื่อกันว่ากล้ามเนื้อน่องจะหดตัวก่อน แล้วกล้ามเนื้อหน้าแข้งจึงหดตัวตามเมื่อการหดตัวนั้นหนักและหนา

ระบบประสาท (nervous system)
ระบบประสาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ระบบประสาทส่วนกลาง (central nervoussystem หรือ CNS) ประกอบด้วยสมองและไขสันหลังและระบบประสาทส่วนปลาย หรือระบบประสาทรอบนอก ( peripheral nervous system หรือ PNS) ประกอบด้วยเส้นประสาทสมอง (cranial nerve) และเส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve) และระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system หรือ ANS)
ระบบประสาทรอบนอกหรือระบบประสาทส่วนปลาย ระบบประสาทรอบนอกประกอบด้วยหน่วยรับความรู้สึกทั้งหมด เส้นประสาทที่ติดต่อระหว่างหน่วย รับความรู้สึกกับระบบประสาทส่วนกลาง และเส้นประสาทที่เชื่อมโยงระหว่างระบบประสาท ส่วนกลางกับหน่วยปฎิบัติงาน
1.1 ระบบประสาทใต้อำนาจจิตใจ (voluntary nervous system) หรือ ระบบประสาทโซมาติก (somatic nervous system) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อลาย
1.2 ระบบประสาทอัตโนมัติ (Involuntary nervous system หรือ Autononic nervous system) หรือ ระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจ ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบระบบประสาทอัตโนมัติประกอบด้วยระบบซิมพาเทติก (sympathetic system) และระบบพาราซิมพาเทติก (parasympathetic system)
สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
1. สมองส่วนหน้า (Forebrain หรือ Prosencephalon) เป็นส่วนที่อยู่หน้าสุด แบ่งออกเป็น
- Cerebrum (ซีรีบรัม) เป็นสมองส่วนหน้าสุดในสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นต่ำ เช่น ปลา กบ
มีหน้าที่เกี่ยวกับการดมกลิ่น มีส่วนพองออก เรียกว่า olfactory bulb ส่วนในสัตว์ชั้นสูง สมองส่วนนี้จะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆรวมทั้งเชาวน์ ปัญญา ความจำ มีส่วนเนื้อสีเทาชั้นนอก(Cerebral-cortex) ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์รับความรู้สึก (ภาพ รส กลิ่น เสียง สัมผัส ความเจ็บปวด ความร้อน เย็น ) ควบคุมให้กล้ามเนื้อทำงานและบอกตำแหน่งมีส่วน Corpus callosum ซึ่งถือกันว่ามีหน้าที่ …. ควบคุมพฤติกรรมและบุคลิกภาพของคนที่เกิดจากการเรียนรู้
- Diencephalon ( ไดเอนเซฟาลอน ) เป็นส่วนท้ายสุดของสมองส่วนหน้า อยู่ทางด้านล่าง ปกติจะมองไม่เห็น เพราะ Cerebrum คลุมอยู่ มีหน้าที่ … เป็นสถานีถ่ายทอด หรือศูนย์กลางส่งความรู้สึก ( เปรียบกับชุมสายโทรศัพท์ ) ยกเว้นการดมกลิ่น โดยที่กระแสความรู้สึกจะผ่านเข้ามาใน diencephalon แล้วจึงส่งไปยังซีรีบรัม ส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกระแสความรู้สึกนั้น ๆ
ส่วนท้ายของสมองส่วนหน้า ( Diencephalon ) แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
- ทาลามัส ( thalamus ) มีตำแหน่งอยู่ข้าง ๆ โพรงสมอง อันที่ 3 ถือว่าเป็นสถานีถ่ายทอดสัญญาณความรู้สึกที่สำคัญที่เข้าสู่สมอง และไขสันหลัง ( เนื่องจากมีบริเวณที่รับความรู้สึกมาจากบริเวณหนึ่งของซีรีบรับและส่งกลับไปที่บริเวณอื่น ๆ ของซีรีบรัมด้วยและรับข้อมูลจากซีรีบรัมส่งต่อไปที่ซี่รีเบลรัมและเมดุลลาถือว่ามีหน้าที่แตกต่างกันมากมาย ) สำหรับธาลามัสในสัตว์มีมีกระดูกสันหลังชั้นต่ำจะทำหน้าที่รับ แปรและประสานงาน สัญญาณความรู้สึกด้วยตัวเอง แต่ใสสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นสูง ซีรีบรัมเจริญขึ้นมากจึงทำหน้าที่แปรสัญญาณความรู้สึกและทำหน้าที่ประสานงานแทนธาลามัส
- ไฮโปธาลามัส เป็นส่วนพื้นของโพรงสมองอันที่สามที่มีขนาดเล็อยู่ใด้ธาลามัสติดกับต่อมใต้สมอง ภายในกลุ่มีมีเซลล์ประสาทอยู่น้อยถือว่าเป็นศูนย์ควบุมกระบวนการและพฤติกรรมบางอย่างของร่างกาย เช่น ควบคุมอุณหภูมิ ความดันโลหิต ความรู้สึกทางเพศ อารมณ์ ความต้องการน้ำและอาหาร ความกลัว การนอนหลับ การต่อสู้ การหนีภัย พฤติกรรมการสืบพันธุ์ ควบคุม เมตาบอลิซึมของ คาร์โบไฮเดรตและไขมัน นอกจานนี้ยังเป็นแหล่งที่มีเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนประสาทหลายนิดมาควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมอง เป็นบริเวณที่ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อทำหน้าที่ประสานงานกัน ในการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
2.สมองส่วนกลาง (midbrain หรือ mesencephalon) อยู่ถัดจากสมองส่วนหน้า ประกอบด้วยเซรีบรัมพีดังเคิล (cerebralpeduncle) และคอร์พอราควอไดร์เจอมินาร์ (corpora quadrigermina) ซึ่งแบ่งออกเป็น คอลิคูไลด์ (superior colliculi) 2 พู ( lob) และอินฟีเรียคอลิคูไลด์ (inferior colliculi) 2 พู มีเส้นประสาทรับความรู้สึกจากตามายังสมองส่วนนี้ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการมองเห็นในสัตว์ มีกระดูกสันหลังชั้นต่ำ เช่นปลา และกบตอนบนจะพองออกเป็นกระเปาะเรียกว่า optic lobe แต่ในสัตว์มีกระดูกสันหลังขั้นสูงจะมีขนาดลดลงและจะทำหน้าที่เป็นสถานีถ่ายทอดสัญญาณ หรือกระแสความรู้สึกเกี่ยวกับการมองเห็น

สมอง มี 2 ชั้น ( ตรงข้ามกับไขสันหลัง )
1. Gray matter เป็นที่อยู่ของกระแสประสาทและ axon ที่ไม่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม
2. White matter เป็นที่อยู่ของ axon ที่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม
เยื่อหุ้มสมอง (Menirges) 3 ชั้น คือ
1. ชั้นนอก (Pura mater) เหนียว แข็งแรงมากโดยมีหน้าที่ป้องกันการกระทบกระเทือน
2. ชั้นกลาง (Arachoid mater) เป็นเยื่อบางๆ
3. ชั้นใน (Pia mater) มีเส้นเลือดแทรกมากมายทำหน้าที่ส่งอาหารไปเลี้ยงสมอง ในระหว่าง ชั้นกลางกับชั้นในจะมีการบรรจุของเหลวที่เรียกว่า น้ำเลี้ยงสมองไขสันหลัง โดยจำทำหน้าที่ให้สมองแลไขสันหลังเปียกชื้ออยู่เสมอ ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ส่วน คือ
1. White matter เป็นส่วนที่มีสีขาวรอบนอก ไม่มีเซลล์ประสาทจะมีเฉพาะใยประสาทที่มีเยื่อไมอิลินหุ้ม
2. Gray matter เป็นส่วนสีเทา ประกอบด้วยใยประสาทที่ไม่มีเยื่อไมอิลิ

Saturday, July 15, 2006




เหนื่อยนักก็พักบ้างน่ะ

Tuesday, July 11, 2006

10.ระบบสืบพันธุ์
ระบบสืบพันธุ์เพศชาย
ประกอบด้วย
1. อัณฑะ (Testis) และถุงอัณฑะ (Scrotum)
อัณฑะ มีลักษณะรูปร่างคล้ายไข่ฟองเล็ก ยาว 3-4 Cm หนาประมาณ 2-3 Cm หนักประมาณ 50 กรัม อัณฑะมี 2 ข้างและขนาดใกล้เคียงกันอยู่ภายในถุงอัณฑะ เพื่อปรับอุณหภูมิให้ต่ำกว่าช่องท้องประมาณ 3 - 5 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการผลิตตัวอสุจิ (Sperm)
2. หลอดสร้างตัวอสุจิ (Semimiferous tubles) และท่อนำตัวอสุจิ (vasdeferens) หลอดสร้างตัวอสุจิเป็นหลอดที่หน้าที่ผลิตตัวอสุจิจะประกอบด้วยกลุ่มเชล spermatogonium และ sertoli cell ทำหน้าที่สร้างอาหารให้ตัวอสุจิและปล่อยออกมาทาง retetestis เข้าไปอยู่ในหลอดเก็บตัวอสุจิ
3. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (seminal vesicle) ทำหน้าที่สร้างอาหารให้แก่ตัวอสุจิ ส่วนมากเป็นน้ำตาลฟรักโตส วิตามินซี และโปรตีนโกบุลิน
4. ต่อมลูกหมาก (prostate gland) ทำหน้าที่หลั่งสารที่เป็นเบสอย่างอ่อนและสารที่ทำให้ตัวอสุจิแข็งแรงและว่องไว
5. ต่อมคาวเปอร์ (cowper gland) มีหน้าที่หลั่งสารของเหลวใสๆไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะเกิดดารกระตุ้นทางเพศ
6. อวัยวะเพศชาย (pennis) เป็นกล้ามเนื้อที่หดและพองตัวได้คล้ายฟองน้ำในเวลาปกติจะอ่อนและงอตัวอยู่ แต่เมื่อถูกกระตุ้นจะเเข็งตัวเพราะมีเลือดมาคั่งมาก ภายในจะมีท่อปัสสาวะทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิและน้ำปัสสาวะ
น้ำอสุจิแต่ละครั้งที่หลั่งออกมาประกอบด้วยตัวอสุจิและน้ำหล่อเลี้ยงต่างๆประมาณครั้งละ 3 ลบ.ซม. จำนวนอสุจิประมาณ 300-500 ล้านตัว
ตัวอสุจิมีขนาดเล็กมากมีลักษณะคล้ายลูกอ๊อดประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนหางดังรูป มีอายุ 48 ชั่วโมงเมื่อเข้าไปในมดลูก


ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง


โครงสร้างของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

รังไข่ (Ovary)
รังไข่ชั้นนอกประกอบด้วยถุงไข่ซึ่งเจริญอยู่ในชั้นต่างๆ
ถุงไข่อ่อน (primodial follicle) ประกอบด้วยเซลล์ไข่ (oocyte) ล้อมรอบด้วยเซลล์แกรนูโลซา เจริญอยู่ในขั้น diplotene ของระยะ prophase ของการแบ่งตัวแบบ meiosis ครั้งที่ 1 การแบ่งตัวจะดำเนินต่อเมื่อผู้หญิง เข้าสู่วัยแรกรุ่นเท่านั้น ถุงไข่ปฐมภูมิ (primary follicle) เซลล์ไข่เจริญขึ้นล้อมรอบด้วยเซลล์แกรนูโลซา ซึ่งแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและมีตัวรับสัญญาณ FSH (FSH receptor) เซลล์ไข่หลั่งสารไกลโคโปรตีน แยกไข่อ่อนจากเซลล์แกรนูโลซาถุงไข่ทุติยภูมิ (secondary follicle) เซลล์ไข่จะเจริญและ โตเต็มที่ มีตัวรับสัญญาณของ LH (LH receptor) เซลล์ไข่ที่อยู่ในถุงไข่ขั้นนี้แบ่งตัวแบบไมโอซิสต่อ อยู่ในขั้นเมทาเฟสที่ 1 (Metaphase i) ถุงไข่กราเฟียน (graffian follicle) เซลล์แกรลูโนซาเพิ่มจำนวน การสะสมของเหลวในถุงไข่ (follicular fluid) เกิดช่องของเหลวตรงกลางเรียกว่า แอนทรัม (antrum) เซลล์ไข่ในถุงไข่กราเฟียนแบ่งตัวแบบไมโอซิสถึงขั้น เมทาเฟสที่ 2 จะไม่เจริญต่อจนกว่าจะได้รับการผสมกับเชื้ออสุจิ ของเหลวในถุงไข่ (follicular fluid) ประกอบด้วยโปรตีน ฮอร์โมนชนิดเปปไทด์ (FSH,LH) เอนไซม์ต่างๆ

หน้าที่ของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
การสร้างเซลล์ไข่ (Oogenesis) เซลล์โอโอโกเนีย ทั้งหมดในรังไข่ของตัวอ่อนในครรภ์จะพัฒนาเป็น เซลล์ไข่ปฐมภูมิ จากนั้นเริ่มมีการแบ่งตัวแบบไมโอซิส ครั้งที่ 1 โดยการสร้าง DNA เพิ่มขึ้น (4n) เมื่อคลอด เซลล์ไข่อยู่ในขั้นปฐมภูมิซึ่งมีโคโมโซม 46 อัน แต่ละโคโมโซมมี 2 โครมาทิด เซลล์หยุดการเจริญที่ขั้น diplotene ตลอดวัยเด็ก เมื่อถึงวัยแรกรุ่นรังไข่เริ่มทำงานเซลล์ไข่ปฐมภูมิแบ่งตัวต่อให้เซลล์ไข่ทุติยภูมิ ซึ่งมีโคโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง และโพลาร์บอดีอันที่ 1 การแบ่งตัวแบบไมโอซิสครั้งที่ 2 เกิดขึ้นขณะที่เซลล์อยู่ใน ท่อนำไข่และได้รับการผสมกับเชื้ออสุจิแล้วเมื่อการแบ่งตัวแบบไมโอซิสครั้งที่ 2 เสร็จสมบูรณ์จะได้ไข่ที่เจริญเต็มที่ ซึ่งมีโครโมโซม 23 อัน และโพลาร์บอดีอันที่ 2 รอบเดือนระบบสืบพันธุ์เพศหญิงมีลักษณะการเปลี่ยนแปลง เป็นวงจรหรือเป็นรอบ แต่ละรอบใช้เวลา 28 วัน การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดที่รังไข่ มดลูก และอวัยวะเพศส่วนอื่นๆ เช่น ปากมดลูก โดยเฉพาะที่มดลูกมีการสลายเซลล์ที่ผนังบุผนังมดลูกทำให้เกิดเป็นเลือดประเดือน รอบเดือนนี้ เป็นผลของการออกฤทธิ์ร่วมระหว่างฮอร์โมนจาก ไฮโพทาลามัสต่อมใต้สมองส่วนหน้า และรังไข่ รอบเดือนนี้เริ่มนับวันที่มีประจำเดือนวันแรกเป็นวันที่ 1

1. การเปลี่ยนแปลงที่รังไข่ การเจริญของถุงไข่ ซึ่งมีเซลล์ไข่อยู่ภายในเรียกว่า Folliculogenesis แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะฟอลิคูลาร์ ได้แก่ ช่วง 14 วันแรกของรอบเดือนและระยะลูเทียม เริ่มหลังจากการตกไข่จนกระทั่งมีการสลายตัว ของคอปัสล ูเทียมซึ่งได้แก่ 14 วันหลังของรอบเดือน

ก . ระยะฟอลิคูลาร์ เป็นช่วงเวลาของการเจริญเติบโตของถุงไข่อ่อนเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยแรกรุ่น ภายใต้อิทธิพลของ FSH และ LH ถุงไข่อ่อนจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเซลล์แกรนูโลซาเพิ่มจำนวนและมีการสะสม

การควบคุมการทำงานของรังไข่
การทำงานของรังไข่ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนโกนาโดโทรฟิน ซึ่งหลั่งมาจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า ความสัมพันธ์ ของไฮโพทาลามัส ต่อมใต้สมอง และรังไข่ LH จะมากระตุ้นเซลล์ทีคาให้สร้างแอนโดรเจน ซึ่งจะถูกเปลี่ยน เป็นเอสโทรเจนที่เซลล์แกรนูโลซาส่วน FSH จะเร่งให้มีการพัฒนาของเซลล์แกนูโซลาเพื่อให ้สร้างเอสโทรเจน โพรเจสเทอโรน และอินฮิบิน ในช่วงแรกของระยะฟอลิคูลาร์ระดับเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนต่ำ การหลั่งของ FSH และ LH ไม่ถูกยับยั้งดังนั้นจึงมีระดับค่อนข้างสูง เมื่อถุงไข่เจริญเติบโตทำให้มีการหลั่ง ของเอสโทรเจนเพิ่มขึ้นจึงมีผลยับยั้งการหลั่งของ FSH และ LH และ GnRH จากต่อมใต้สมองและ ไฮโพทาลามัส ตามลำดับ การควบคุมนี้เป็นการควบคุมป้อนกลับเชิงลบ ก่อนการตกไข่ FSH และ LH จะมีระดับต่ำลงในขณะที่เอสโทรเจนเพิ่มระดับขึ้นสูงมาก เอสโทรเจนที่พิ่มขึ้นจะมาควบคุมการทำงานของต่อม ใต้สมองส่วนหน้าและไฮโพทาลามัสเอสโทรเจนออกฤทธิ์ต่อต่อมใต้สมองส่วนหน้าโดยจะเตรียมต่อมเพื่อตอบสนอง ต่อ GnRH เพิ่มการหลั่งของ FSH และ LH เป็นการควบคุมป้อนกลับเชิงบวก (positive feedback control) เป็นผลให้เกิด LH surge การควบคุมป้อนกลับเชิงบวกนี้พบในเพศหญิงเท่านั้น หลังจากการตกไข่คอร์ปัสล ูเทียมสรางและหลั่งฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนมากซึ่งมีผลย้อนกลับไปยับยั้งการหลั่งของ FSH และ LH อินฮิบินจะออกฤทธิ์ยัยั้งการหลั่ง FSH ที่ต่อมใต้สมองส่วนหน้า ในระยะฟอลิคูลาร์ การหลั่งของ LH จะเป็นจังหวะขึ้นๆ ลงๆ ทุก 90 นาที ในระยะลูเทียมจังหวะของการหลั่ง LH จะนานขึ้น

ความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

ประจำเดือนไม่มา (Amenorrhea)
ภาวะที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอมักพบในคนที่มีเอสโทรเจนต่ำหรือมีความผิดปกติของโรคอื่น เช่น hypothyroidism ทำให้ไม่มีประจำเดือน amenorrhea แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ในกรณีที่ไม่เคยมี ประจำเดือนเลยตั้งแต่เป็นสาวเรียกว่า primary amenorrhea สาเหตุที่พบบ่อยคือ กรณีที่มีความผิดปกติ ของต่อมใต้สมองอย่างรุนแรง ส่วนบางรายที่เคยมีประจำเดือนมาก่อนแต่หยุดไปด้วยสาเหตุบางประการ เช่น การตั้งครรภ์ เกิดเจ็บป่วย ช่วงการซ้อมหนักในนักกีฬาหรือมีความวิตกกังวลสูง กลุ่มนี้จัดอยู่ในพวก secondary amenorrhea

รังไข่ทำงานน้อย (Hypogonadism)
เด็กหญิงที่เกิดมาโดยไม่มีรังไข่แต่กำเนิดหรือรังไข่ไม่ทำงานก่อนวัยแรกรุ่น จะทำให้เกิดภาวะที่ เรียกว่า female eunucoidism คือ จะไม่มีลักษณะเพศทุติยภูมิ อวัยวะเพศจะมีลักษณะคล้ายของเด็กตัวจะ สูงเพราะ epiphysial plat ยังไม่เปิด

รังไข่ทำงานมาก (Hypogonadism)
เป็นภาวะที่รังไข่หลั่งฮอร์โมนออกมามากกว่าปกติเนื่องจากมีเนื้องอกของรังไข่ จะสังเกตเห็น ความปกติได้ในระยะก่อนวัยแรกรุ่น ถ้าเป็นเนื้องอกของเซลล์ทีคาแอนโรเจนจะหลั่งออกมามาก เด็กหญิงจึง มีลักษณะคล้ายเด็กชาย แต่ถ้าเป็นเนื้องอกของเซลล์แกรนูโลซาจะทำให้เอสโทรเจนสูง จึงเป็นสาวเร็วจะมีประ จำเดือนตั้งแต่ยังน้อย

การตั้งครรภ์ (pregnancy) การปฏิสนธิ (Fertilization)
ความสามารถของเซลล์ไข่ในการปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิ อยู่ได้นานประมาณ 15-18 ชม . หลังจากการตกไข่ถ้าเซลล์ไข่ไม่ได้รับการผสมก็จะสลายตัวไป ส่วนเชื้ออสุจิมีชีวิตอยู่ในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงได้นานประมาณ 48 ชม. การปฏิสนธิระหว่างเชื้ออสุจิและเซลล์ไข่เกิดขึ้นในท่อนำไข่ ไกลโคเจนที่สะสมในชั้นเยื่อบุของช่องคลอดถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลกติก ภาวะกรดที่เพิ่มขึ้นทำให้เชื้ออสุจิเคลื่อนที่ได้ดีขึ้น เอสโทรเจนมีลให้มดลูกบีบตัวช่วยพาเชื้ออสุจิไปยังท่อนำไข่ ส่วนเซลล์ไข่จะถูกปัดเข้าไปในท่อนำไข่โดยฟิมเปรีย เมื่อเชื้ออสุจิสัมผัสกับเซลล์ไข่แคลเซียมจากภายนอกเคลื่อนผ่านช่องแคลเซียมเข้าสู่ภายในหัวของเชื้ออสุจิ การเพิ่มของแคลเซียมจะกระตุ้นให้เชื้ออสุจิปล่อยเอนไซม์อะโครซิน และเจาะผ่านชั้นโซนาเพลลูซิดา ทันทีที่เยื่อหุ้มไข่และเยื่อหุ้มเชื้ออสุจิรวมตัวกัน ภายในเซลล์ไข่เริ่มการแบ่งตัวแบบไมโอซิสครั้งที่ 2 ต่อ ได้เป็นเซลล์ไข่ที่มีโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อโปรนิวเคลียสทั้งสองชนิดรวมตัวกันได้ตัวอ่อนที่มี 46 โครโมโซม ตัวอ่อนแบ่งตัวให้กลุ่มเซลล์ (morula) ขณะเดินทางมายังมดลูกหลังจากปฏิสนธิได้ 6 วันตัวอ่อนจะะแบ่งเซลล์ได้ประมาณ 64 เซลล์ จากนั้นพัฒนาเป็นขั้นบลาสโทซิสต์ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ชั้นในซึ่งจะเจริญไปเป็นทารก เซลล์ชั้นนอกเรียกว่า โทรโฟบลาสต์ การฝังตัวของตัวอ่อน บลาสโทซิสต์จะลอยอยู่ในของเหลวในโพรงมดลูกอยู่ประมาณ 1 วันก่อนที่จะฝังตัวในผนังมดลูกในวันที่ 7 หลังการปฏิสนธิ เมื่อบลาสโทรซิสต์ฝังตัวเซลล์โทรโฟบลาสต์จะพัฒนาเป็น 2 ชั้น เซลล์ชั้นในที่หุ้มตัวอ่อนเรียกว่าไซโทโทรโฟบลาสต์ ส่วนชั้นนอกเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ซินซิทิโอโทรโฟบลาสต์ เซลล์โทรโฟบลาสต์เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของรก เมื่อรกเจริญเติบโตจะทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารอาหาร ออกซิเจน และของเสยต่างๆ ระหว่างระบบไหลเวียนของแม่และลูก ฮอร์โมนจากรก ขณะตั้งครรภ์รกจะสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับการตั้งครรภ์หลายตัวจากชั้นเซลล์ซินซิทิโอโทรโฟบลาสต์

ก . โกนาโดโทรฟินจากรก สามารถวัด HCG ในปัสสาวะของมารดาได้ตั้งแต่วันที่ 9 ของการตั้งครรภ์และระดับจะสูงขึ้นระหว่างสัปดาห์ที่ 9-12 หลังจากนั้นจะลดลง การตรวจพบ HCG ในปัสสาวะหรือเลือดใช้เป็นดัชนีบ่งชี้ถึงการตั้งครรภ์ HCG ทำหน้าที่ยืดอายุการทำงานของคอร์ปัสลูเทียม กระตุ้นการสร้างและหลั่งฮอร์โมนณัแลกซินเพื่อยับยั้งการหดตัวของมดลูก

ข . Human chorionic somatomammotropin (HCS) เป็นฮอร์โมนชนิดเปปไทด์ประกอบด้วยกรดอะมิโน 191 หน่วย มีโครงร้างเหมือนฮอร์โมน โซมาโทโทรฟินหรือโกรทฮอร์โมน และโพรแลกทิน แต่มีผลแบบโพรแลกทินสูงกว่าโกรทฮอร์โมน ขณะที่ระดับ HCG ลดต่ำลงหลังจาก 3 เดือนของการตั้งครรภ์ รกจะสร้าง HCS ในสัปดาห์ที่ 4 และจะเพิ่มระดับขึ้น เรื่อยๆ จนถึงระดับสูงสุดเมื่อใกล้คลอด

ค . โพรเจสเทอโรน รกจะเริ่มสร้างโพรเจสเทอโรนในสัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์ถึงระดับสูงสุดเมื่อใกล้คลอด โพรเจสเทอโรนถูกขับทิ้งทางปัสสาวะ โพรเจสเทอโรนเป็นฮอร์โมนที่สำคัญสำหรับการตั้งครรภ์โดยเตรียมเยื่อบุมดลูกเพื่อรับตัวอ่อน ทำงานร่วมกับฮอร์โมนรีแลกซิน ลดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของแม่ไม่ให้ต่อต้านการมีทารกซึ่งเปรียบเสมือนเซลล์แปลกปลอมในร่างกายของแม่

ง . เอสโทรเจน รกสร้างเอสโทรเจนได้ทั้งเอสทราไดออล เอสโทรนและเอสไทรออล แต่สร้างเอสไทรออลได้มากกว่าฮอร์โมนอีก 2 ชนิดและมีระดับเพิ่มขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์คือช่วยในการพัฒนาเต้านมและทำให้กล้ามเนื้อมดลูกมีขนาดโตขึ้น ทำให้เอ็นยึดต่างๆในอุ้งเชิงกราน และกระดูกหังหน่าว ช่วยให้บิเวณช่องคลอดขยายออกได้กว้างขึ้น

การดูแลและเสริมสร้างระบบไหลเวียนโลหิต

1. มีสุขปฎิบัติที่กีเกี่ยวกับอวัยวะเพศ เช่น ทำความสะอาดอวัยวะเพศทุกครั้งขณะอาบน้ำ และหลังขับถ่าย ไม่ควรสวมใส่กางเกงในซ้ำๆ หรือกางเกงในที่เปียกชี้น เป็นต้น

2. กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ

4. ทำจิตใจให้ร่างเริงแจ่มใสอยู่เสมอ ไม่เครียด

5. ถ้าเกิดอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ เช่น มีหนองไหล มีกลิ่นเหม็น เป็นต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษา

Sunday, July 09, 2006

สุดท้ายนี้ต้องขอให้นักเรียนทุกคนกลับไปทบทวนและดูเนื้อหาเพื่มเติมด้วยน่ะค่ะ ขอให้ทุกคนโชคดี